Featured

ต่างกายใจเดียว

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า
ถ้าเจตนารมณ์ของต่างกายใจเดียว
แพร่หลายอยู่ท่ามกลางประชาชนแล้ว
พวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายทุกอย่างได้
ขอให้ทุกคนจงมีจิตใจและหัวใจเดียวกัน
รวบรวมปัญญาทั้งหมดของเรา
เพื่อให้พวกเราร่วมกันสร้างอนาคต
คำอธิษฐานของท่านจะได้รับคำตอบหรือไม่ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของ
ท่าน
ทุกคนต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยสักครั้งหนึ่งในชีวิต สิ่งสำคัญคือ ใช้ประสบการณ์นั้นเพื่อขยายสภาพชีวิตของเราบนพื้นฐานของธรรมมหัศจรรย์ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราบรรลุถึงความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างแท้จริง และชื่นชมกับสุขภาพในระดับชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ต่อสู้กับความเจ็บป่วยแล้ว เราไม่มีทางที่จะรู้ได้ นี่คือจุดมุ่งหมายของปฏิบัติพุทธศาสนา ด้วยความศรัทธา เราสามารถนำชีวิตของเราไปสู่ทิศทางที่ดีที่สุดได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายมีสุขภาพที่แข็งแรงที่สุด

มรสุมโลกปี 2020 – 2563



สวัสดีกัลยาณมิตรทุก ๆ ท่านในปี 2020 ก็ก้าวล่วงมาถึงครึ่งปีแแล้วเหลือไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปี 2563 แล้วปีนี้ชาวโลกเจอ Covid 19 โดยทั่วกันเศรษฐกิจทรุดผู้คนล้มตายไปจำนวนมากความหายนะของมวลมนุษยชาติมาถึงแล้วจริง ๆหรือไม่เราก็ต้องค้นหาหรือรอคำตอบกันต่อไปและหวังว่าสิ่งเลวร้ายจะดีขึ้นภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น คนเราทุก ๆ คนต่างเดินไปเดินมากันอย่างไม่รู้ตัวเลยว่า(พญามัจจุราช)จะมาเยือนตนเมื่อใด บ้างก็กำหนัดเพลินอยู่ในอารมณ์อันแสนสุข บ้างก็วุ่นวายไปกับการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องให้แก่ตนและครอบครัว ใครหนอช่างสนุกสนานกับเกมชีวิตที่
ต่างเชื่อกันว่า พรหมลิขิต ที่ช่างไม่เห็นใจกันเลยหรือว่าเขาเหล่านั้นต้องวุ่นวายกับชีวิตกันแค่ไหนอย่าได้หวังพึ่งพาโชคชะตาหรือใครคนใดคนหนึ่งเลย และอย่ากังวลว่า เราอาจจะก้าวตามใครไม่ทัน เพราะการก้าวไปสู่จุดหมายของแต่ละคน ล้วนกำหนดขึ้นมากันเองทั้งสิ้น จะต่างกันก็เพราะ ความรู้ที่มีของแต่ละคน ประกอบด้วยความเชื่อในเส้นทางนั้นมีมากหรือมีน้อยกว่ากิเลสในใจตนที่ต่างกันเท่านั้นเอง คำสอนของพระบรมศาสดาที่ครูได้
สอนเธอที่หน้าชั้น สำเร็จหรือไม่เป็นหน้าที่เธอลำพัง เพราะการศึกษานั้นทำให้รู้ถูก แต่การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้เห็นถูก กำหนดเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจนเสียเถอะ จะได้ไม่สูญเสียเวลาโดยใช้เหตุ เพื่อชีวิตของคุณเองที่เหลือเวลาอีกน้อยแล้ว ! 27 July 2020

To late


<br?


บรมธรรม

IMG_00000000000213


IMG_0000000002365031001


 

 

 

ได้อ่าน นิทานตุ๊กตาแตกของท่านพุทธทาสภิกขุ จากในบทความของ อ.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่เขียนไว้ใน Marketeer ฉบับเดือนกันยายน 2551 เรื่อง มองสังคม ผ่านนิทาน คิดว่าน่าสนใจดี เป็นการอธิบายหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งความทุกข์ผ่านเรื่องราวของนิทานเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง ได้รับตุ๊กตาเป็นของขวัญวันเกิด อยู่มาวันหนึ่งตุ๊กตาตกลงมา
แตก เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าตุ๊กตาของตน ตกลงมาแตกจึงเกิดความเสียใจ หรือรู้สึกห่อเหี่ยวในใจ จึงร้องไห้คร่ำครวญ แม้ว่าหลายวันผ่านไป เมื่อคิดถึงเหตุการณ์นี้ ก็ยังเกิดความเสียใจขึ้นมาอีก เพราะรู้สึกสูญเสียของรักของตนเองไป สุดท้ายเด็กคนนี้ก็เกิดทุกข์ เพราะไม่เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงเกิดเป็น ปฏิจจสมุปบาท ครบ 1 รอบ ดังนี้
1. อวิชชา เมื่อเด็กน้อยมองดูตุ๊กตาตกลงแตกอย่างนึกไม่ถึง ปฏิ-จจสมุปบาทเกิดขึ้น
2. สังขาร ปรุงแต่งจิตให้เกิดการรับรู้
3. วิญญาณ เพราะเห็นตุ๊กตาตก จึงเกิดการรับรู้ทางตา (จักษุวิญญาณ)
4. นามรูป อายตนะ ผัสสะ เกิดความรู้สึกนึกคิด รับรู้เพราะตาสัมผัสตุ๊กตา
5. เวทนา ความรู้สึกว่าเป็นทุกข์ เสียใจเกิดขึ้น
6. ตัณหา ไม่อยากทุกข์ เสียใจ เพราะตุ๊กตาแตก
7. อุปาทาน เกิดความเสียใจ เพราะความยึดถือว่านั่นเป็นตุ๊กตาของเรา
8. ภพ เกิด ตุ๊กตาของเรา มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
9. ชาติ เกิดความรู้สึกว่านี่มันตัวเรา นี่ตุ๊กตาของเราตกแตกนำไปสู่ความเสียใจ
10. อุปายาส คือ เกิดความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาตกแตกคือการคร่ำครวญ ร้องไห้ เสียใจ

 

 


 



PA16011-1

Victory Every



สิงห์โตสอนบุตร


1.ลูกจงจำไว้ว่าการไม่ต่อสู้ในบางกรณี กลับเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ กว่าการต่อสู้ อย่างเอาเป็นเอาตาย
2.ลูกจงอย่าเลือกของที่ชอบ ด้วยความอยากของลูก แต่จงเลือกด้วยสติปัญญาและพิจารณาถึงประโยชน์ และโทษของมันเสียก่อน
3.ลูกจงอย่าโกรธคนไม่ดี ที่จริงเขาก็อยากดีเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าใจว่า อะไรเป็นความดีอะไรคือไม่ดี
4.ลูกจะตำหนิ ติเตียนใคร ก็จงดูตนเองเสียก่อน อย่าให้เขาย้อนว่าเราได้
5.ลูกจะเห็นว่า ผู้มีสัมมาคาระวะ จะพบแต่ความเจริญการอ่อนน้อม เป็นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษ การยกมือไหว้ผู้อื่นได้
คือการทำลาย ตัวกู – ของกู
6.ลูกพ่อต้องเป็นคนแข็งแรงไม่แข็งกระด้างลูกพ่อต้องเป็นคนเรียบง่ายไม่มักง่ายลูกพ่อต้องเป็นคนอ่อนโยน.ไม่อ่อนแอ
7.ลูกของพ่อคล่องแคล่วว่องไว เป็นปัจจัยแห่งความก้าวหน้าของครอบครัว
8.เงินทองที่ลูกมี ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป ปัญญาที่ลูกหาได้ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน
9.ถ้าลูกทำเด่น จะถูกคนเขาเขม่นและสมน้ำหน้า ลูกจะพลาดท่าลงมาเพราะ ความอยากเด่นอยกดัง
10.ลูกจงจำไว้ว่า.เงินทองเป็นของนอกกาย พ่อ แม่ สุขใจ เมื่อพี่น้องรักกัน
11.ลูกจงโอนอ่อนผ่อนตาม อย่างฉลาดและสุขุม การพ่ายแพ้ด้วยศิลปะ ดีกว่าการชนะด้วยอารมณ์
12.ความกล้าหาญต้องประกอบด้วยสติปัญญา ถ้าลูกกล้าโดยไม่มีสติปัญญา เขาเรียกว่าคนบ้าบิ่น
13.ลูกต้องทำทุกอย่างด้วยความสุจริต เมื่อสุจริต จิตผ่องใส เมื่อทุจริต จิตหมองไหม้
14.ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ที่พ่อแม่จะให้แก่ลูก ความรู้และความประพฤติดีเท่านั้นที่พ่อแม่ควรมอบให้แก่ลูกอันเป็นที่รัก
15.ลูกหลีกทางให้เขา ก็คือหลีกทางให้เราหลุดพ้นจากอันตรายในที่สุดก็จะได้รับผลดีด้วยกัน ทั้งเขาและเรา
16.ปลายทางสุดท้ายของความไม่พอ คือ.ความทุกข์
17.ลูกจงจำไว้ว่า.ผู้ที่ไม่มีใครให้อภัยผู้อื่น คือผู้อ่อนแอทางจิตใจ การให้อภัยศัตรู คือการ สร้างมิตร
18.ถ้าผู้อื่นหลอกเรา เรารู้ง่ายและแก้ไขได้ง่าย แต่ถ้าเราหลอกตัวลูกเอง รู้ยาก แก้ไขได้ยาก
19.ลูกควรจำสิ่งที่ควรจำ ลืมสิ่งที่ควรลืม ทำสิ่งที่ควรทำ และต้องรู้ว่า สิ่งใดควรทำก่อน – สิ่งใดควรทำทีหลัง
20.เมื่อลูกสังเกตดู จะพบว่า ภายหลังเสียงหัวเราะ จะมีน้ำตา ภายหลังเสียน้ำตา จะเห็นแสงธรรม คือ ความจริงของชีวิต
21.หกล้มเพราะก้าวเดินไปข้างหน้า ยังดีกว่าลูกยืนเต๊ะท่าอยู่กับที่ เพราะถ้าลูกยืนไม่ดีก็จักมีคนมาถีบให้ล้มอยู่ดี
22.ลูกจงหาความสุขกับปัจจุบัน อย่าใฝ่ฝันถึงอนาคต อย่าหมกอยู่กับอดีต จะทุกข์
23.โชคเข้าข้างผู้ที่มีความอ่อนน้อมเสมอ ถ้าลูกเป็นผู้น้อยที่นอบน้อมผู้ใหญ่ ใคร ๆ ก็รักถ้าลูกเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจผู้น้อย ผู้น้อยก็มีความภักดี
24.ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง ขอให้ลูกคิดอยู่เสมอว่า ถ้ามีสิ่งใดในโลก ที่ผู้อื่นทำได้ ไม่มีเหตุผลอะไร ที่เราจะทำไม่ได้
25.ความโศกเศร้าเสียใจ มิได้ทำให้ใครได้รับประโยชน์อะไร นอกจากทำให้ศัตรูของเราดีใจและ สมน้ำหน้า
26.เมื่อพบภัยที่อยู่ข้างหน้า จงหนีเข้าหาพระดีกว่าหนีเข้าหาโจร ซึ่งโจรจักฉกฉวยโอกาสเอาจากเราเสมอ อย่างคาดไม่ถึง
27.คนเรามีความโลภทุกคน ถ้าโลภมากก็จะทุกข์มาก ถ้าโลภน้อยก็จะทุกข์น้อย ถ้าไม่โลภก็จะไม่ทุกข์
28.ถ้าลูกประพฤติดี ลูกก็จะพบกับคนประพฤติดี ถ้าลูกประพฤติชั่ว ลูกก็จะพบกับคนประพฤติชั่ว ขอให้ลูกเลือกคบให้ถูกต้องเถิด
ลูกจักเป็นคนที่โชคดี
29.ลูกอย่ากลัวไปเลยว่า จะได้แต่งงานกับคนไม่ดี ถ้าลูกไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยว ลูกก็จะพบคู่ครองที่ไม่สูบ ไม่ดื่มไม่เล่น ไม่เที่ยวเช่นกัน
30.ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ต้องการคำอ่อนหวาน ลูกก็เช่นกัน ควรพูดคำอ่อนหวานแก่ผู้อื่น เมื่อลูกอ่อนหวานแก่ผู้อื่น ผู้อื่นก็จะอ่อนหวานกับลูก
31.ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมตัว เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียคน ผิดอะไรก็ผิดได้ แต่อย่าผิดศีลธรรม
32.ลูกจงจำไว้ว่าศัตรูวันนี้ อาจเป็นมิตรในวันหน้า เพราะฉะนั้น อย่าทำอะไรเขารุนแรงและเกินเลย
33.ลูกจงสนุกกับการใช้เงิน และพร้อมกันนั้น ลูกต้องสนุกกับการเก็บรักษาเงินด้วย และยิ่งกว่านั้น ต้องสนุกกับการหาเงินอย่างไม่เป็นทุกข์ คือหาด้วยความถูกต้อง
34.การกระทำของลูก บางครั้งยังไม่ถูกใจตนเอง แล้วจะให้คนอื่นทำถูกใจเราเสมอไป ได้อย่างไร คิดแค่นี้ลูกก็จะไม่โกรธคนอื่น
35.ถ้าลูกกล้าอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นผู้ฉลาด ถ้าลูกกล้าอย่างบ้าบิ่น ก็จะเป็นคนโง่ ขอให้ลูกจงกล้าหาญอย่างชาญฉลาด
36.บาป และบุญทั้งปวงที่ลูกกำลังทำในขณะนี้ สักวันหนึ่งจักรวมตัวกันมาสนองแก่ลูก สิ่งที่ลูกได้รับอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลจากการกระทำของลูกทั้งสิ้น
37.ลูกจงจำไว้ว่า.ธรรมชาติไม่เคยให้อภัยใคร ใครทำอย่างใด ต้องได้รับอย่างนั้น แต่ธรรมชาติก็ให้โอกาสทุกคนเสมอ แต่คนเรา
โดยส่วนมาก ไม่ค่อยยอมรับโอกาสนั้น
38.เมื่อมีปัญหา แก้ให้ถูกจุด จักพ้นทุกข์เร็ว อย่าเป็นเช่นคุณยายแก่ ๆ มองหาเข็มที่เสาไฟ เพราะมีแสงสว่าง แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ เพราะเหตุว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เข็มหายในบ้าน แล้วมาหานอกบ้าน เพียงเพราะในบ้านไม่มีแสงไฟฟ้าน่าขันไหมล่ะ
39.ลูกจงจำไว้ว่า คนเห็นแก่เงิน คบยาก คนเห็นแก่งาน คบง่าย คนเห็นแก่ผู้อื่น คบสบาย
40.ถ้าลูกปราถนาให้ผู้อื่นรัก ลูกต้องทำตัวให้น่ารัก ลูกจึงจะเป็นที่รักของผู้อื่น
41.ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม สำคัญที่สุดลูกอย่าข้ามตัวเอง
42.ผู้กล้าหาญ คือผู้ที่สามารถบังคับตัวเองได้ ถ้าลูกจักปลูกต้นไม้ ต้องบำรุงราก แต่ถ้าจะปลูกจิตใจ ต้องบำรุงด้วยศีล ด้วยธรรม43.ลูกเกิดเป็นคนแล้ว ต้องพยายามทำดีที่สุด เมื่อทำดีที่สุดแล้ว นอกนั้นแล้วแต่ฟ้าลิขิตโบราณว่า ลิขิตเป็นของฟ้า (ผลของการกระทำ) ชะตาเป็นของคน (การกระทำของตัวเอง )
44.ลูกควรจะยอมผิดใจกับคนสุภาพชน แต่อย่าผิดใจกับคนพาล จะเดือดร้อนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
45.การไม่ระวังการใช้จ่าย เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจทำให้ล่มจมได้ ดังเช่นเรือมีรูรั่วเล็กๆ อาจทำให้เรือใหญ่จมได้
46.โรคภัยทางร่างกาย จะเข้ามาทางปาก ภัยพิบัติ ก็จะออกจากปากของเราเช่นกัน เมื่อลูกจะพูดสิ่งใด จงพิจารณาให้ดี ๆ
47.การโกรธ เป็นวิสัยของปุถุชน การให้อภัย เป็นวิสัยของบัณฑิต ลูกพ่อจะเป็นบัณฑิต จึงต้องฝึกการให้อภัย
ด้วยความมีเมตตาเพราะเมตตาแก้ความโกรธได้
48.การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก ยามลูกมีอำนาจ จงอย่าเหลิงอำนาจ ยามลูกมีความสุขก็อย่างหลงระเริง ระวังความทุกข์จักตามมา
49.ถ้าลูกให้เงินเพื่อนยืมระวังจะเสียเงินจะเสียเพื่อนจะเสียใจ เพราะฉะนั้นลูกอย่าให้เงินใครยืม ถ้ามีก็ให้เขาไปเลย
50.ถ้าลูกระแวงสงสัยใครแล้ว ลูกอย่าทำธุรกิจร่วมกัน เพราะจะมีแต่ระแวงกัน การงานไม่ราบรื่น ความทุกข์จะเข้ามาในจิตใจลูก
51.เรือที่ออกทะเล ปฏิเสธคลื่นลมไม่ได้ ฉันใด ชีวิตของลูก ปฏิเสธอุปสรรคไม่ได้ ฉันนั้น
52.ลูกสังเกตดูจักรู้ว่า ผู้เป็นคนดี มักอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้โง่เขลามักหยิ่งยโส ทะนงตน คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาด คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาดหรือยากให้คนอื่นรู้ว่าฉลาด จึงโอ้อวด คุยเบ่ง ทับถมคนอื่น ส่วนคนฉลาดมักไม่อวดตัว จักเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตนไม่หยิ่งยโส ไม่โอหัง และชอบประกาศความดีของผู้อื่น
53.แมลงผึ้ง ชอบของหอมของหวาน แมลงวัน ชอบของเหม็นของเน่าเสีย ถ้าลูกชอบสิ่งที่ไม่ดี คบคนไม่ดี คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ไปสู่สถานที่ไม่ดีแล้ว ลูกก็จะเปรียบเช่นแมลงวัน ซึ่งไม่มีใครชอบหรืออยากจะให้ความรัก แต่ถ้าลูกคิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี และไปแต่เฉพาะที่ดี ลูกก็เป็นเช่นแมลงผึ้ง คนดีใคร ๆ ก็อยากคบด้วย ถ้าลูกเป็นแมลงผึ้ง ลูกก็จะได้พบกับดอกไม้ ถ้าลูกเป็นแมลงวัน ลูกก็จะได้พบกับของเน่าเหม็น คำโบราณว่าไว้ ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยัน เป็นแมงผึ้ง
54.ผู้ที่รู้จักประมาณตน เป็นคนฉลาด ลูกควรใช้จ่ายตามฐานะ ลูกจักไม่ขัดสนตลอดไป
55.ถ้าลูกมีความพากเพียรและถ่อมตนแล้ว ภายใต้ท้องฟ้าลูกของพ่อจักทำได้ทุกสิ่ง ธรรมะสอนไว้ว่า คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร
56.ถ้าลูกทำงานด้วยความรีบร้อน ร้อนรน มักทำความผิดพลาด มาให้ลูกเสมอ ลูกต้องทำด้วยความรวดเร็ว แบบมีสติ จึงจะประสบความสำเร็จได้อย่างถูกต้องและราบรื่น
57.การนินทาและว่าร้ายต่อผู้อื่นมันเจ็บปวดมากว่ามีดที่ กรีดเนื้อเขา มากมายหลายเท่านัก เมื่อลูกเข้าใจอย่างนี้แล้วอย่านินทา อย่าว่าร้ายผู้อื่นเลย เพราะเมื่อเขาเจ็บปวดเพราะคำพูดของเราแล้ว เขาก็สามารถทำความผิดกับเราได้ เราก็เดือดร้อน
58.คนขี้เกียจ มักอ้างว่า ยังไม่ต้องทำ เพราะเช้าไป เพราะเย็นไป เพราะร้อนไป เพราะหนาวไป เพราะฝนตก เพราะแดดออก
ถ้าลูกอ้างอย่างนี้จะทำอะไรก็จะไม่สำเร็จ
59.ในสมัยนี้ ใครก็ชอบแต่ของดี ๆ แต่ไม่รู้ว่า อย่างไรถึงจะดี จึงขอเตือนว่า ลูกของพ่ออย่าดีแต่จะคิด ลูกต้องคิดแต่ดี ๆ
ลูกของพ่ออย่าดีแต่พูด ลูกต้องพูดดีดี ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่ทำ ลูกต้องทำดี ๆ
ลูกของพ่ออย่าดีแต่จะคบคน ลูกต้องคบคบดีดี ลูกของพ่อดีแต่จะไป ลูกต้องไปดีดี ลูกจง คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ไปสู่สถานที่ดี ๆ
60.ถ้าลูกละเลยเรื่องเล็กน้อย กระทำผิดเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน ลูกอาจต้องเสียใจอย่างใหญ่หลวง ในภายหน้า คิดกับผู้อื่นไม่ดี ในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นคิดไม่ดีกับเรา ในวันหน้า ทำกับผู้อื่นไม่ดี ในวันนี้อาจถูกผู้อื่นกระทำต่อเราไม่ดี ในวันหน้า รังแกผู้อื่น ในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นรังแก ในวันหน้า โกงผู้อื่นในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นโกง ในวันหน้า โกหกผู้อื่น ในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นโกหกในวันหน้า เหยียดหยามผู้อื่น ในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นเหยียดหยาม ในวันหน้าโกรธผู้อื่น ในวันนี้อาจถูกผู้อื่นในวันหน้า ริษยา อาฆาตผู้อื่น ในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นริษยา อาฆาต ในวันหน้า ฆ่าผู้อื่น ในวันนี้ อาจถูกผู้อื่นฆ่า ในวันหน้าในทางตรงกันข้ามถ้าลูกรักและเมตตาผู้อื่น ในวันนี้ ลูกก็จักได้รับความรักและเมตตา ในวันข้างหน้าหน้าที่ที่ลูกควรปฏิบัติต่อผู้อื่นคือการมอบน้ำใจให้แก่กันและกันดังต่อไปนี้
1.ลูกควรมองทุกคนที่พบกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร
2.ลูกควรยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน เริ่มแรกยิ้มด้วยสายตา ยิ้มด้วยใบหน้าและริมฝีปากและด้วยจิตใจที่เป็นกันเอง
3.ลูกควรทำความรู้จักกับผู้อื่นด้วยการยิ้มและทักทาย
4.ลูกควรโบกมือส่งยิ้มให้กับเด็ก ๆ ที่ลูกพบเห็นโดยทั่วไป
5.ลูกควรมองคนในแง่ดี ให้มองว่าไม่มีใครจะเลวทั้งหมด
6.ลูกควรมองว่าคนเราเป็นมิตรกันได้แม้จะมีความคิดต่างกัน
7.ลูกควรกล่าวคำสวัสดี ยกมือไหว้ ยิ้มหรือก้มหัวตามความเหมาะสม ตามฐานะของตนแล้วแต่กรณี
8.ลูกควรพยายามเรียกชื่อคนที่เราสนทนาด้วยระวังอย่าเรียกชื่อคนผิด
9.ลูกควรตั้งใจรับฟังคนอื่นพูด อย่าขัดคอเขา ต้องรู้จักสังเกตให้ดี
10.ลูกควรใช้คำพูดให้ติดปาก คือคำว่า ขอบคุณ ขอโทษ
11.ลูกควรพูดด้วยความสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่พูดหยาบคาย
12.ลูกควรพูดชมเชยผู้อื่นเป็นประจำ
13.ลูกควรพูดถึงคนอื่นและผู้บังคับบัญชาในด้านดีกับคนที่เขารู้จัก
14.ลูกควรรู้จักขัดแย้งโดยไม่ให้เขาเสียน้ำใจ
15.ลูกควรพูดคุย ในสิ่งที่ผู้คุยให้ความสนใจ
16.ลูกควรหาเรืองดีดี หรือเรื่องคนทำดีมาคุยกันบ้าง
17.ลูกควรหาเวลางดเว้นการพูดที่ไม่ดี หรืองดเว้นการโกรธอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์
18.ลูกไม่ควรหาเรื่องจับผิดคนอื่นโดยไม่ใช้ปัญญา
19.ลูกควรให้ความเห็นใจ ปลอบใจคนที่กำลังมีความทุกข์
สิงห์โตสอนลูก Monday, June 15, 2020

Ten World




พุทธธรรมกับสังคม


พุทธธรรม เป็นปรัชญาที่สอนเราถึงวิธีที่เป็นอิสระและพึงพาตนเองแทนที่จะพึ่งพาผู้อื่นให้ทำบางสิ่งเพื่อเราเราต้องยืนหยัดด้วยตัวเราเองเราต้องเพียรพยายามด้วยตัวของเราเองเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของเราขอให้ทุกคนดำเนินการปฏิวัติมนุษย์ของเรา
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากการสวดมนต์เห็นได้ชัดเมื่อเราอยู่ในช่วงที่มีธุระยุ่งที่สุดที่การสวดมนต์มีความสำคัญยิ่งยวดไม่ใช่แค่การแสดงความขอบคุณแต่ยังเป็นการตั้งใจที่จะทำปณิธานของการเผยแพร่ธรรมให้สำเร็จนี่คือวิธีที่เราสามารถดึงส่วนที่ดีที่สุดของปัญญาจากภายในตัวเราเองออกมาและท่วมท้นไปด้วยความหวังและความกล้าหาญเพื่อที่จะกระทำในสิ่งที่จำเป็นการบรรลุ
ชัยชนะคือกระบวนการตลอดชั่วชีวิต ยิ่งกว่านั้น ชีวิตของเรายังมีอยู่ต่อไปตลอด 3 ชาติแห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ถึงแม้ต้องท้าทายกับเรื่องราวในขณะนี้ จงมุ่งหน้าต่อไปอย่างมั่นใจด้วยจิตใจที่จะพูดว่า แค่มองดูสิ่งที่ฉันจะทำให้สำเร็จข้อคิดดีจากบรมครูปราชญ์ขงจื้อ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กับความพ่ายแพ้ที่เล็กน้อยเอี๋ยนหุย เป็นศิษย์รักของขงจื้อ เขามีใจใฝ่ในการศึกษา จิตใจดีมีคุณธรรม วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวก ว่า 3×8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ ! เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน ก็กล่าวว่า พี่ชาย 3×8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอกคนซื้อผ้า
ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง ! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน ! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน เอี่ยนหุยกล่าวว่า ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร ? คนซื้อผ้ากล่าวว่าหากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า ! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ ? เอี๋ยนหุยกล่าวว่า หากท่านวินิจฉัยว่าข้า
ผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง) ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า 3×8ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้วความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไปพอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้านด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมาก
ความอนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้ ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้งเอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า ศิษย์จะจำใส่ใจ แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัย
อยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อย ๆ เดาะดาลประตูห้องของภรรยา เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน ! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของ
อาจารย์ก็ดังขึ้นมา อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์ และกล่าวว่าท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง ? ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอ
จากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหกที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือนไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้
24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุย ก็ติดตามอยู่เสมอ มิเคยห่างกาย
ข้อคิด
บางครั้งคนเราอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผล ที่เราคิดว่าสำคัญซึ่งบางทีอาจไม่มีค่า หรือมีก็เพียงน้อยนิด สำหรับเราในขณะที่ในบางครั้งบนความชนะ หรือเรื่องเล็กน้อยนั้นคนบางคนเขาอาจต้องสูญเสียอะไรตั้งมากมายขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งใครเป็นเจ้านายที่ลูกน้องรักดูได้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเป็นเจ้านายถ้าคนเห็นแล้วนึกอยากพึ่งพาถ้าพูดจาในแบบที่ทำให้คนอื่นสบายใจได้ถ้ามีน้ำใจ เห็นคนตกทุกข์แล้วยื่นมือช่วยเกรงใจไม่อยากรบกวนให้ใครทำเพื่อ
ตนเองแต่กล้าพอ และรู้จักพูดถ้าต้องขอให้ช่วยกันทำเพื่อส่วนรวม
อีกทั้งเก่งอะไรอย่างหนึ่งขนาดเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้
นั่นแหละ ! เมื่อมีโอกาสเป็นนายเขาหรือเธอจะเป็นนายที่มีแต่ลูกน้องรัก Friday, April 3, 2020

กระเป๋าสติ

IMG_0000000000901130042



เป็นคำถามสั้น ๆ ฟังดูเรียบง่ายแต่ซ่อนความหมายไว้อย่างลึกซึ้ง ยังมีคนอีกมากมายที่ค้นหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองเกิดมาทำไม ? ชีวิตคืออะไรกันแน่การค้นหาคำตอบดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากและไร้สาระสำหรับบางคนและเมื่อถุกถามว่า ชีวิตคืออะไร ? เขามักจะตอบเสียมิได้ว่าชีวิตคือตัวฉันเอง ชีวิตคือ ลมหายใจชีวิตไม่ควรสื่อความหมายเพียงตัวเราหรือสิ่งที่เคลื่อนที่ได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกสิ่ง – ทุกอย่างที่มีคุณค่าด้วยตัวอย่างเช่นขวดยาคูลท์เปล่าที่ถูกทิ้งลงในถังขยะเหมือนสิ่งของไร้ค่า แต่เมื่อเก็บรวบรวมส่งโรงงานผลิตขาเทียมแล้ว ขวดยาคูลท์เปล่าก็จะกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการผลิดขาเทียมให้คงทนถาวรและมีน้ำหนักเบา ช่วยให้คนพิการเดินยิ้มได้อย่างมีความสุขเหมือนคนปกติทั่วไปสิ่งไม่มีค่าสำหรับคนหนึ่งอาจเป็นสิ่งประเมินค่ามิได้สำหรับอีกคนหนึ่ง เราจึงไม่ควรเรียกสิ่งที่ถูกไร้ค่าว่า ไร้ชีวิต และไม่ควรใช้ชีวิตอย่าง
ไร้ค่าด้วย บางคนปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ เหมือนปลาตายไหลตามน้ำ ชอบใช้ชีวิตแบบเสี่ยง ๆ และสิ้นเปลืองเวลากับเรื่องไร้สาระเช่นคุยโทรศัพท์นานเป็นชั่วโมง (ไม่ได้คุยเรื่้องการงาน) หายใจทิ้งไปวัน ๆ ดำรงชีวิตด้วความโกรธ อาฆาตแค้น – อิจฉาริษยา หรือทำลายธรรมชาติ(ตัดไม้ทำลายป่า)ซึ่งเป็นทรัพย์พยากรของโลก พอไม่เหลืออะไรให้ทำลายแล้วก็หันมาทำลายชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง การทำลายชีวิตไม่ได้หมายเฉพาะการเข่นฆ่า การขัดขวางหรือการเอารัดเอาเปรียบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการมองการกระทำของคนอื่นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
อีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นการทำลายชีวิตของคนอื่นอย่างเลือดเย็น ยิ่งกว่าวิธีการอื่นทั้งหมด ไม่มีการกระทำใดหรอกที่ไร้สาระ หากการกระทำนั้นมิได้มีเจตนาที่จะทำลายผู้อื่นให้ย่อยยับ ลองนั่งหลับตานึกถึงภาพผู้ใหญ่ที่มองการกระทำของเด้กน้อยผู้คลั่งวิทยาศาสตร์ที่นำเอาวิทยุเก่า ๆ ออกมาแกะเล่น เด็กจะถูกตะคอกเสียงดัง และถูกทำหน้ายักษ์ใส่หรือเงื้อมือจะตีให้ตายเด็กน้อยคงแยกแยะไม่ออกระหว่าจริงกับเล่น การถูกปิดกันในวัยเด็กจะส่งผลถึงพฤติกรรมอันก้าวร้าวเมื่อโตขึ้นส่วนเด็กที่ได้รับการประคบ –
ประหงมจากพ่อ – แม่ จะกลายเป็นคนไม่สู้ชีวิตเดินก้มหน้าหลบสายตาผู้คนเหมือนหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาชีวิตที่ยังคิดไม่ออกว่าจะเดินไปทางไหนดี หรือไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองใฝฝัน เป็นเรื่องที่น่าอายหากจะเรียกมันว่า ชีวิต ความสำเร็จในชีวิตมิอาจเกิดขึ้นได้ด้วยก้าวแรกเพียงก้าวเดียวหรือด้วการก้าวเพียงครั้งเดียว แต่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ก้าว เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเอาแต่คิดไม่ ก้าว ก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้คงจำวันแรกที่เราหัดเดินได้วันนั้นเราฝึกซ้อมการพลิกตัว – ลุก – นั่ง – คลาน ยืนเกาะไหล่ พ่อ – แม่ที่ขอบเตียงเตรียมจะก้าว พอก้าวเท้าแรกก็ล้มลงก้นจ้ำเบ้า เราร้องไห้แต่ไม่ใช่เพราะเจ็บ เป้นเพราะกลัวว่าตัวเองจะเดินไม่ได้นั่นคือความกลัวครั้งแรกแบบเด็ก ๆ
แต่หลังจากเราเล่นจนลืมความเจ็บปวดแล้วเราก็พยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้เราเดินได้ 2 ก้าว 3 ก้าวและเดินได้ไกลกว่าเดิม เรารู้สึกภุมิใจอยุ่ลึก ๆ ในความสำเร็จครั้งแรก ต่อมาเราก็เดินได้ – วิ่งได้ – พูดได้ – ขจักรยานได้ ขับรถยนต์ได้ทำได้สารพัด ยกเว้นคิดเองยังไม่ได้และหาเลี้ยงตัวเองยังไม่ได้ชีวิตเอ๋ยชีวิตของใครบางคนดูช่างไร้ค่าเสียเหลือเกิน พ่อและแม่คือผู้ให้ชีวิต คือ ผู้รักษาชีวิต คือ แสงสว่างส่องนำทางชีวิต แต่คนที่ต้องก้าวเดินไปตามถนนสายชีวิตคือตัวเราเอง ตัวเรามีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์ฝันมีสิทธิ์ก้าวไปตามความใฝ่ฝันของตัวเองเลิกพูดว่าไม่มีใครให้โอกาส ฉันถูกกีดกัน ฉันถูกกลั่นแกล้ง อะไรทำนองนี้ เพราะบ่นไปถึงชาติหน้าก็ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ซ้ำร้ายยิ่งเป็นการงับประตูแห่งชีวิตให้แคบลงไปเรื่อย ๆในเมื่อสองมือเรายังยกสิ่งของได้ สองเท้ายังก้าวไหว สายตายังมองเห็น หูยังได้ยินเสียงชัดแจ๋ว ร่างกายยังแข็งแรง เสริมใจให้แกร่งขึ้นมาอีกนิด เติมชีวิต้วยรอยยิ้ม – ทำตาให้ยิ้ม – ทำปากให้ยิ้ม – ทำใจให้ยิ้ม แล้วชีวิตก็จะพลอยยิ้มตามไปด้วยจงใช้ชีวิตให้มีค่า ด้วยการใฝ่หาสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิต
คัดมาจากหนังสือ กระเป๋าสติ ของ โรมรันต์ เสวิคาร
วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563

ภาวะซึมเศร้า

DSCF735-111000

ภาวะซึมเศร้าเป็นช่วงเวลาของ “การจำศีลทางจิตวิญญาณ” (spiritual hibernation)  หากเรารู้วิธีที่จะอยู่กับภาวะซึมเศร้าแล้วเดินทางผ่านมันไป มันจะเป็นอะไรที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตเราอย่างมหาศาล ทว่าระบบความเชื่อมีอิทธิพลมากและมักกั้นขวางไม่ให้เราผ่านไปได้ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าภาวะซึมเศร้าเป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องปฏิเสธหรือแก้ไข
หากเราเคยอ่านพระสูตรหรือคัมภีร์ทางจิตวิญญาณ แทบจะในทุกศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลก จะพบกับเรื่องราวของชั่วขณะแห่งความทุกข์ ความเศร้า หรือความมืดมนอันข้ามพ้น ชั่วขณะเหล่านั้นคือจุดเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่บนเส้นทาง มันคือชั่วขณะสำคัญที่เมื่อเราถอยหลังมามอง แทบไม่ต่างกับเมล็ดพันธ์แห่งชีวิตที่ซุกอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว รอเวลาที่จะเริ่มต้นเติบโตอีกครั้งและโผล่พ้นดินขึ้นมา
เมื่อเราเจอกับสภาวะจิตเนือย ๆ ดิ่งๆ ที่เราอาจให้ชื่อมันว่า “ซึมเศร้า” ณ จุดนั้น เรามักหนีและหยุดพิจารณามัน “ช่วงนี้ฉันดีเพรสท์หนัก” จากนั้นเราก็เริ่มคิดไปไกลในหนทางที่ทำเป็นประจำ “มันเป็นปัญหาใหญ่” “โคตรน่ากลัว” “ต้องหาหมอเพื่อออกจากภาวะนี้ให้เร็วที่สุด” “ฉันเป็นโรคซึมเศร้าซะแล้ว” “ชีวิตฉันไม่มีทางทำอะไรสำเร็จอีกแล้ว” ฯลฯ
การโต้ตอบตามความเคยชินเมื่อต้องเจอกับสภาพจิตเช่นนั้น คือการกลับไปหาความคิด สร้างสายเรื่องขึ้นมารอบๆ “ฉันเป็นโรคซึมเศร้า”  “ฉันจะทำยังไงกับมันดี” ทั้งหมดจะค่อยๆ ตายตัวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความพยายามหาคำอธิบายตัวเอง แต่หากเราเต็มใจที่จะไม่ไปทางนั้น ภาวะซึมเศร้าในตัวมันเองจะกลายเป็นการเดินทางที่ทรงพลังมาก
หากเราสามารถมองไปยังภาวะซึมเศร้าในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ เราจะพบกับพลังงานบางอย่าง มันเป็นพลังงานที่มืดมาก แอบซ่อนมาก เนือยมาก มันคือ “ไม่มีอะไร” จากมุมมองของอัตตา น่าแปลกที่เพราะเราไม่สามารถรับมือกับความเข้มข้นของภาวะซึมเศร้าได้ เราจึงคิดเกี่ยวกับมันในทางลบ แต่หากเรามองภาวะซึมเศร้าในฐานะบางสิ่งบางอย่างที่น่าค้นหา เราจะเริ่มค้นพบความลึกซึ้งในประสบการณ์ดังกล่าว
หนึ่งในการบรรยายแรกๆ ที่เชอเกียม ตรุงปะ พูดถึงภาวะซึมเศร้า ท่านบอกว่าในบรรดาสภาวะจิตแบบสังสารวัฏทั้งหมด ภาวะซึมเศร้าคือสภาวะจิตที่สง่างามที่สุด เพราะมันจริงที่สุดและถูกต้องที่สุด คุณเห็นความจริงสูงสุดของชีวิต คุณเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น คุณเห็นความคิดเพ้อฝัน ความคาดหวังที่คุณหมกหมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา และเห็นถึงความว่างเปล่าและปราศจากผลที่มันมอบให้ การมองเห็นความไร้แก่นสารของสิ่งเหล่านั้น คือความเฉลียวฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเป็นอะไรที่น่าหวั่นกลัวสุดๆ ก็ตาม ณ จุดนั้น การรู้แจ้งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แทนที่จะพยายามต่อสู้กับความเข้าใจในความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งคือหนทางที่ภาวะซึมเศร้าธำรงรักษาตัวมันไว้ คุณปล่อย ยอมรับมัน แล้วก้าวเข้าหา เมื่อนั้นคุณจะเกิดความรู้สึกโล่ง อิสรภาพ และความรื่นรมย์อย่างไม่น่าเชื่อ “ว้าว ฉันเป็นอิสระจาก “ตัวเอง” ซะที” ใกล้มากๆ เพียงก้าวเล็ก ๆ เท่านั้น
ดังนั้น แม้ภาวะซึมเศร้าอาจดูยากที่จะเผชิญที่สุดในบรรดา พลังงานลบ ๆ ทั้งหลาย แต่หนทางในการเผชิญนั้นไม่ต่างกัน เมื่อเราปล่อยความคิดฟุ้งซ่านไว้เบื้องหลัง หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันช้าลงด้วยการฝึกสติรู้ตัว เราจะค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตัวเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด เราเริ่มใส่ใจ อยู่กับมัน เปิดต่อมัน และแค่เป็น เมื่อนั้นการเดินทางจะเริ่มคลี่ออก มันคือการเดินทางของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องผ่านหลากหลายช่วงชีวิต แทนที่จะติดขัดอยู่กับภาวะซึมเศร้าที่ตายตัว เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงโฟลว์ของการตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นจากการไม่หนี
เรจินัลด์ เรย์
จาก  Darkness Before Dawn: Redefining the Journey Through Depression
17 Jan 2020